คำถามที่พบบ่อย

อาการอ่อนแรง

อาการอ่อนแรง เกิดขึ้นจากระบบประสาทการสั่งการ และระบบการสั่งการ (Motor system) มีความผิดปกติเกิดขึ้น ซึ่งระบบสั่งการนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ

  • ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system:CNS) ซึ่ง ประกอบด้วย สมอง และไขสันหลัง (Brain and spinal cord)
  • ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system:PNS) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ประสาทในไขสันหลัง (Anterior horn cell) รากประสาท (Nerve root) เส้นประสาท (Nerve) กล้ามเนื้อ (Muscle) และรอยต่อระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ (Neuromuscular junction :NMJ)

การที่มีความผิดปกติ บริเวณส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบประสาทสั่งการ ที่เกิดจากสาเหตุต่างๆ เช่น เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เส้นประสาทถูกกระทบการเทือน เลือดไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆของร่างกายไม่เพียงพอ ทั้งในส่วนระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทส่วนปลาย จะส่งผลให้มีอาการอ่อนแรงเกิดขึ้น โดยอาการอ่อนแรงในแต่ละส่วนของระบบสั่งการจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจากลักษณะที่แตกต่างกันนี้เอง ทำผู้ป่วยแต่ละคนนั้นมีอาการอ่อนแรง

สาเหตุ-ปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยของอาการอ่อนแรง 

  • โรคหลอดเลือดสมอง เช่น เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดในสมองอุดตัน หรือเส้นเลือดในสมองแตก (Stroke) ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุ ผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย และผู้ที่สูบบุหรี่ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง Muscular dystrophy ที่พบในผู้ที่มีประวัติครอบครัว หรือคนในชุมชนเดียวกันมีประวัติเป็นโรคนี้ หรือการแต่งงานในหมู่ญาติ เพราะคนกลุ่มเหล่านี้มีโอกาสถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรมได้สูง
  • ไขสันหลังหรือเส้นประสาทถูกกระทบกระเทือน (Trauma Injury) อุบัติเหตุต่อสมองพบบ่อยในกลุ่มวัยรุ่น ขี่มอเตอร์ไซด์ ไม่สวมหมวกกันน็อก และดื่มสุรา
  • โรคการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาท (Inflammation) พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีโรคระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติ, โรคออโตอิมมูน, โรคภูมิต้านตนเอง (Autoimmune disorder ) เช่น โรคเอสแอลอี
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine) หรือความผิดปกติทางเมตาโบลิก กลุ่มอาการเมตาโบลิก (Metabolic disorder) เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ พบบ่อยในผู้มีประวัติครอบครัวเป็นโรคในระบบนี้
  • โรคเนื้องอกต่างๆ (Tumor) ในระบบประสาท เช่น เนื้องอกสมอง เนื้องอกไขสันหลัง
  • โรคมะเร็งจากอวัยวะอื่นๆแล้วแพร่กระจายสู่สมอง หรือไขสันหลัง ซึ่งเป็นภาวะพบบ่อย เช่น โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งเต้านม
  • โรคติดเชื้อ (Infection) ในระบบประสาท เช่น ฝีในสมอง พบเกิดบ่อยในผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และผู้ป่วยโรคหูน้ำหนวก

อัมพฤกษ์-อัมพาต

เป็นความเจ็บป่วยที่เกิดจากสมองบางส่วนถูกทำลาย สาเหตุที่สมองถูกทำลายเกิดจากเส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดอุดตัน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด เลือดจึงไหลเวียนไปเลี้ยงสมองบางส่วนไม่ได้ หรือเส้นเลือดในสมองแตก ทำให้เลือดใหลเข้าไปในสมอง ทำให้การทำงานของสมองส่วนนั้นเสียไป ส่วนของสมองที่ได้รับความกระทบกระเทือนจะเสื่อมความสามารถ ที่จะทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบอยู่ เช่น ควบคุมความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ การพูด การเคลือนไหวของแขนขา ตลอดจนกระบวนการทางกายภาพอื่นๆ ความรุนแรงหนักเบาของอาการ ขึ้นอยู่ว่าส่วนใดที่ถูกกระทบกระเทือน และถูกทำลายมากน้อยเพียงใด

สาเหตุของโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต

โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต มักเกิดกับผู้สูงอายุ, ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง, คนในครอบครัวที่มีประวัติการเกิดโรคนี้, ผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้วรักษาหาย ก็ปล่อยปละละเลยไม่หมั่นดูแลร่างกาย, ผู้ที่สูบบุหรี่จัด, ผู้ทีมีน้ำหนักมากเกินควร, ผู้ที่รับประทานอาหารรสเค็มจัด, ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ, เบาหวาน  และเกิดจากความเสื่อมตามวัยของเส้นเลือดที่ใช้เวลาฟักตัวกว่าแรมปี

อาการของโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต

อาการของโรคอัมพฤกษ์-อัมพาต จะทำให้เกิดความพิการที่อาจจะรุนแรงขนาดถึงที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายบางส่วนได้ โดยทั่วไปเพราะภาวะอุดตันอาการของโรคอัมพาต มี 3 อย่างคือ

1. อัมพาตที่ส่วนหน้าครึ่งซีก โดยกล้ามเนื้อของหน้าจะทำงานไม่ได้ครึ่งซีก ปากเบี้ยว เวลาอ้าปากปากจะเบี้ยวข้างหนึ่ง เวลาหุบปากก็จะหุบไม่สนิทอาจเหลือครึ่งปาก, ลิ้นเบี้ยว เวลาแลบลิ้น ลิ้นก็จะเบี้ยวไปทางส่วนที่เป็นอัมพาต, พูดไม่ได้ หรือพูดไม่ชัด เนื่องจากกล้ามเนื้อของกล่องเสียงเป็นอัมพาตถ้าเป็นมากจะพูดไม่ได้เลย, กลืนน้ำกลืนอาหารไม่ได้ ถ้าดื่มน้ำจะสำลัก เนื่องจากกล้ามเนื้อของการกลืนทำงานไม่ได้ กินอาหารก็ไม่ได้บางรายต้องกินอาหารทางสายยาง, หลับตาลืมตาไม่ได้ หรือหลับตาลืมตาได้เพียงเล็กน้อย, ยักคิ้วไม่ได้เลย หรือได้เพียง 10-20%
2. อัมพาตของแขนและขาครึ่งซีก ผู้ป่วยจะยกแขนและขาไม่ได้เลย จึงเดินไม่ได้ ยืนก็ไม่ได้ นั่งๆ นอนๆ ตลอดวัน ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะไม่รู้ตัว
3. อัมพาตครึ่งซีกทั้งหน้าและแขน พูดก็ไม่ได้กินก็ไม่ได้ ยกแขนขาก็ไม่ได้ จะรู้ว่านรกมีจริงก็ตอนนี้ใครเป็นแล้วจะรู้สึกว่าสุดแสนจะทรมานทั้งกายและใจ

การป้องกัน หลีกเลี่ยง ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการอ่อนแรง, อัมพฤกษ์, อัมพาต, เส้นเลือดในสมองตีบ, เส้นเลือดในสมองแตก เหน็บชา, แขนขาอ่อนแรง

การลดปัจจัยเสี่ยงด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
-ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
-งดสูบบุหรี่
-งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
-ตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรค
-ในกรณีที่มีปัจจัยเสี่ยงอยู่แล้วเช่น โรคความดันโลหิตสูง ต้องหมั่นควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในสภาวะที่ปกติ

ลักษณะของยาสมุนไพร จะใช้แนวทางในการรักษาแบบแผนไทย เน้นปรับสมดุลในร่างกาย บำรุงระบบประสาท บำรุงเส้นประสาท บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงเลือด และทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น โดยใช้สรรพคุณจากสมุนไพร

คำถาม  ทานยาแล้วจะหายไหม
ตอบ  ขึ้นอยู่กับความหนักเบาของอาการป่วย และการตอบสนองต่อยาของแต่ละบุคคล หากทานเป็นประจำสม่ำเสมอ ประมาณ 1 เดือน จะมีสัญญาณบ่งบอกในทางที่ดีขึ้น  และขึ้นอยู่กำลังปัจจัยต่างๆ มากมาย เช่น เส้นเลือดในสมองแตก แล้วสมองเสียหายไปบางส่วน เนื่องจากเนื้อสมองซึ่งเป็นส่วนควบคุมและสั่งการการทำงานของร่างกายที่สำคัญ กรณีที่เนื้อสมองเสียหาย ยาจะช่วยฟื้นฟูและซ่อมให้ทิศทางของอาการดีขึ้นมากที่สุด และป้องกันไม่ให้อาการลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ทั้งนี้ผู้ป่วยต้องรับประทานยา และหมั่นทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไปด้วย
(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานแต่ละบุคคล)

คำถาม  ทานยานานไหมจะหาย
ตอบ ถ้าเรารักษาในโรงพยาบาลระยะเวลากว่า 1 ปี 2 ปี 3 ปี แล้วผลการรักษาไม่ได้เป็นในทิศทางที่คาดหวังไว้ เมื่อเริ่มรับประทานยาสมุนไพรในระยะสั้น คาดหวังกับการรักษาสำหรับแนวทางนี้ไว้สูง  แล้วไม่ทานต่อเนื่อง ต้องเผื่อเวลาสำหรับแนวทางการรักษานี้ด้วย
(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานแต่ละบุคคล)

คำถาม  ทำไมต้องทานยาใช้สมุนไพร
ตอบ เนื่องจากโดยส่วนมากจะรักษาโดยแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบัน  แล้วอาการไม่ดีขึ้นเหมือนที่คาดหวังไว้
จึงเปลี่ยนการรักษามาใช้แพทย์ทางเลือก ถ้าแนวทางการรักษาแพทย์ทางเลือกนั้นเหมาะสมกับผู้ป่วย อาการของผู้ป่วยจะมีทิศทางที่ดีขึ้น
(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานแต่ละบุคคล)

คำถาม  ยามีผลข้างเคียงไหม
ตอบ ในระยะแรกที่ได้รับประทานตัวยา  ลักษณะยาจะปรับสมดุลในร่างกาย จะมีประมาณ 10% ของผู้ที่รับประทาน รู้สึกร้อน มีเหงื่อออก  รู้สึกว่ามีเลือดลมหมุนเวียน  ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองหลังจาก 5 วันแรก, สรรพคุณจากสมุนไพรบางชนิด จะทำให้เจริญอาหาร และช่วยในระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น
(ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานแต่ละบุคคล)